ไฟลท์พิเศษ กลับไทยช่วงวิกฤต Covid-19

ไฟลท์พิเศษ กลับไทยช่วงวิกฤต Covid-19 (ตอนที่ -1)

สวัสดีค่า เราชื่อ น.ส. กานต์พิชชา *** นะคะ ชื่อเล่นว่า แอม เราเป็นนักเรียนทุนเต็มจำนวนไปแลกเปลี่ยนที่ประเทศสหรัฐอเมริกาของโครงการ YES Thailand รุ่นที่ 26/33 ปี 2019-2020​ ค่ะ วันนี้จะมาขอเล่าประสบการณ์​การนั่งไฟลท์พิเศษ* ที่เรียกได้ว่า rare และ unique มากถึงมากที่สู๊ดดดค่ะ555 จากประเทศสหรัฐอเมริกา​กลับประเทศไทยในวันที่ 19 เมษายน 2563 ในช่วงวิกฤตโควิด-19 ให้ทุกคนอ่านกันค่ะ :))​

ในช่วงที่เรายังอยู่ในสหรัฐฯ ( Grundy County, Tennessee) มีการปรับตัวอย่างไร ผู้คนมีการเปลี่ยนการใช้ชีวิตหรือเปล่า เรามีความกังวลมากมั้ย อย่างไร?

ตอบ : เราโชคดีอย่างมากส่วนหนึ่งคือ พื้นที่ที่เราอยู่ในสหรัฐฯ ไม่ใช่พื้นที่แบบเมืองใหญ่เลย แบบถึงขั้นเรียกว่า อยู่ในป่าเลยก็ว่าได้ค่ะ ดูจาก Google Earth ไม่เห็นบ้านเราอะ เห็นแต่ถนนใหญ่ที่ใกล้ที่สุด ซึ่งก็ไม่ใกล้บ้านเราเท่าไหร่ เพื่อนที่รร.ถามว่าบ้านอยู่ที่ไหนยังตอบยากเลยค่ะ5555 โฮสบอกเราว่าจริงๆแล้วเราก็อยู่แบบ “In the middle of nowhere, lol”  เราอยู่ในที่ๆไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ หรืออินเทอร์เน็ตเลย รอบๆบ้านมีภูเขาล้อมรอบ แทบไม่มีคนอื่นๆอยู่ใกล้ๆเลยสักนิดค่ะ เลยไม่ค่อยกังวลมากเท่าไหร่เลยค่ะ ในช่วงก่อนกลับมากิจวัตรของเราในแต่ละวันก็คือเรียนออนไลน์ ทำงานที่คุณครูที่รร.มอบหมายให้และช่วยโฮสทำงานบ้านนอกบ้าน โฮสแด๊ดของเราทำงานจากที่บ้านอยู่แล้วเลยไม่ใช่การเปลี่ยนแปลงเท่าไหร่ สวนโฮสมัมของเราเป็นครู เขาก็มีการประชุมออนไลน์ และสั่งงานนักเรียนออนไลน์ ในการต้องมากักตัวอยู่ที่บ้าน ผู้คนมีการเปลี่ยนแปลงการใช้ชีวิตคือ โดยปกติผู้คนส่วนใหญ่แถบนี้จะไปโบสถ์กันทุกวันอาทิตย์ แต่เมื่อเกิดโควิด มีมาตรการออกมาว่าไม่สามารถไปชุมนุมกันทางศาสนาได้ จึงมีการไลฟ์สดพิธีการในโบสถ์ทาง Facebook แทน ในร้านอาหาร fast food เช่น ร้าน Chic Fill’a เปิดบริการแค่แบบ Drive Thru คือไม่เปิดรับผู้คนให้ไปนั่งทานในร้านได้ ร้านขายของ ห้างสรรพสินค้าจำกัดจำนวนลูกค้าที่เข้าร้าน คนอเมริกันบางส่วนมีการใส่หน้ากาก จากที่เราเห็นได้ในเมือง แต่ก็มีส่วนมากที่ไม่ใส่ แต่โฮสแฟมมิลี่ของเราดีกับเรามากๆค่ะ เย็บหน้ากากให้กับเราสำหรับใช้เดินทางช่วงก่อนกลับบ้าน ทั้งๆที่เขาไม่เคยทำมาก่อน แต่ก็พยายามศึกษาและเย็บหน้ากากให้เราค่ะ

1. รายละเอียดการเดินทาง My Journey back Home :))

การเดินทาง

อย่างที่ทุกคนทราบกันดีว่าโรค Covid-19 ได้ส่งผลกระทบต่อทุกๆคนทั่วโลก และทุกๆกิจกรรมที่มีกำหนดไว้ว่าจะเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ให้หยุดชะงัก เลื่อนหรือยกเลิกไป เช่น คอนเสิร์ต, การฉายภาพยนตร์, การแข่งขันกีฬา  ในหลายๆโรงเรียนในพื้นที่ที่ระบาดหนักในสหรัฐ​ฯ ได้มีการยกเลิกการมารร.ในระยะเวลาที่เหลือของปีการศึกษา และเปลี่ยนเป็นการเรียนรู้ทางออนไลน์ที่บ้านแทน แน่นอนว่าโรคระบาดนี้ก็ได้ส่งผลกระทบไปถึงพวกเรานักเรียนแลกเปลี่ยนด้วยค่ะ ประมาณกลางถึงปลายเดือนมีนาคม นักเรียนแลกเปลี่ยนหลายๆคนได้ตัดสินใจกลับประเทศของตนเอง ในช่วงที่ยังพอหาไฟลท์บินกลับได้อยู่บ้าง และเป็นช่วงที่สถานการณ์​การระบาดในสหรัฐยังอยู่ในช่วงการเริ่มต้น และยังไม่ถึงจุดสูงสุด รวมถึงประเทศไทยยังไม่ได้ออกมาตรการ​พิเศษที่จำกัดจำนวนคนเข้าประเทศ และยังสามารถ​เดินทางกลับได้ จึงมีนักเรียนจำนวนไม่น้อยที่เดินทางกลับประเทศไทยและต้องยอมกักตัวที่บ้านของตนเองเป็นเวลา 14 วัน  ในตอนนั้นเราได้ตัดสินใจอยู่ที่สหรัฐฯต่อ พอเข้าสู่เดือนเมษายน ทุกรร. ในสหรัฐ​ฯได้ประกาศให้การเรียนการสอนเป็น online learning จากที่บ้านของตนเองทั้งหมด ซึ่งทั้งนักเรียนและคุณครูต่างก็เรียน ทำการบ้าน และมอบหมายงานจากที่บ้านทั้งหมด ย้อนกลับไปในตอนแรกที่นักเรียนแลกเปลี่ยนหลายๆคนได้ตัดสินใจกลับบ้าน หรือโครงการมีการบังคับให้กลับ เราก็ตัดสินใจอยู่ที่สหรัฐฯต่อ (โครงการต่างประเทศเราไม่ได้บังคับ) เพราะตอนนั้นเราก็คิดว่าสถานการณ์​น่าจะดีขึ้นและรร.จะกลับมาเปิดเป็นปกติก่อนจะจบปีการศึกษาในปลายเดือนพฤษภาคม และในตอนนั้นรร.ของเราในรัฐ Tennessee ยังไม่ได้ประกาศให้การศึกษาในช่วงเดือนที่เหลือนี้เป็น online learning แต่สุดท้ายในต้นเดือนเมษายน ปรากฎว่า รร.ไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาเปิดเป็นปกติในเร็ววัน รู้ตัวอีกทีก็ไม่มีไฟลท์กลับเสียแล้ว หลายๆประเทศปิดพรมแดนของตน เช่น ประเทศญี่ปุ่นซึ่งเป็นทางผ่านในการเดินทางไปหลายๆ ประเทศในทวีปเอเชีย หลายๆสายการบินยกเลิกเที่ยวบิน จนกระทั่งเราได้ทราบข่าวจากทางโครงการ YES ว่าจะมีไฟลท์เหมาลำ หรือที่เรียกกันว่า charter flight ที่จะไปรับทหารสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ที่อู่ตะเภา ประเทศไทย กลับไปยังสหรัฐ​ฯ

ทางโครงการจึงได้มีการประสานกับทางรัฐบาล

ร่วมกันกับสถานเอกอัครราชทูตไทย และสถานกงสุลใหญ่ทั้ง 3 แห่งในสหรัฐฯ ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงวอชิงตัน สถานกงสุลใหญ่ ณ นครลอสแอนเจลิส สถานกงสุลใหญ่ ณ นครชิคาโก และสถานกงสุลใหญ่ ณ นครนิวยอร์ก ร่วมกับทีมประเทศไทย ช่วยคนไทยที่ติดค้างกว่า 400 คน รวมถึงพวกเรานักเรียนแลกเปลี่ยนที่ต้องการเดินทางกลับประเทศ ได้กลับบ้านกันตั้งแต่วันที่ 17-19 เม.ย. 2563

image003
image001
image004

1.1 Domestic flight ไฟลท์ภายในประเทศ (Nashville – Dallas FW) 

image007

โฮสและเพื่อนจากเวียดนามมาส่งไปขึ้นเครื่องที่สนามบิน Nashville 6 โมงเช้า, ขอถังใส่น้ำตาได้มั้ย….

ไฟลท์ของเราเป็นวันที่ 19 เม.ย. ไฟลท์นี้เป็นไฟลท์ของสายการบิน Omni International (OAI) จะเป็นไฟลท์ที่บินจากสนามบินยักษ์ใหญ่ Dallas Fort Worth รัฐ Texas ตรงไปถึงปลายทาง อู่ตะเภา ประเทศไทยเลย ซึ่งหาไม่ได้เลยในไฟลท์ปกติ rare มากค้าา ><” ไฟลท์ตรงจากเมกาถึงไทยแบบนี้ที่รู้มาไม่มีมานานแล้วปกติจะต้องมีการเปลี่ยนเครื่องที่ใดที่หนึ่งขึ้นอยู่กับเส้นทาง ส่วนใหญ่เป็นประเทศญี่ปุ่นค่ะ อย่างไรก็ตามไฟลท์นี้ จะต้องจอดพัก 2 ครั้ง 2 ที่ ได้แก่ Honolulu, Hawaii และ Okinawa, Japan โดยตามที่พวกเราได้รับข้อมูลมาในตอนแรกคือพวกเราไม่ได้ลงเครื่องและให้นั่งอยู่บนเครื่องตลอดเวลา แต่ทางเขาก็ให้ลงครั้งหนึ่งค่ะที่ฮาวาย ไปเข้าห้องน้ำ และนั่งรอใน lounge ที่มีทหารอมเริกันยืนถือปืนคอยเฝ้าดูสถานการณ์อยู่ด้วย เราก็ตื่นจากการหลับยาวๆ ตาปูดๆ หน้าโทรมๆ ออกจากเครื่องไปนั่งรอที่สนามบิน (นี่ก็ตื่นเต้นมากก คุ้มละค่ะได้ลงฮาวายด้วย55555)​ โอเคเข้าเรื่องต่อ.. 

พวกเราบินจากเมือง Dallas รัฐ Texas ตรงมาไทย ไม่มีการแวะเปลี่ยนเครื่อง ดังนั้นสนามบิน Dallas จึงเป็นจุดรวมพลของพวกเราคนไทยจากทั่วสารทิศในอเมริกาที่ประสงค์จะบินกลับไฟลท์นี้ค่ะ เรามาแลกเปลี่ยน ที่รัฐ Tennessee ก็ต้องบินไฟลท์ในประเทศจากเมือง Nashville เมืองหลวงของ รัฐ TN มาลงที่เมือง Dallas, Texas ก็โชคดีค่ะ โครงการได้จัดการเรื่องไฟลท์ภายในประเทศให้ได้ไฟลท์ 7 โมงเช้า และได้เจอเพื่อนจากโครงการ YES คนนึงด้วย  

image010
image009
image013

เรากับใบหม่อนที่สนามบิน Nashville ดีใจมากเจอคนไทยค่ะ55555

เรามาถึง Dallas แต่เช้า ลงเครื่องปุ๊ปก็ตรงไปที่ gate ที่เราจะเช็คอินเลย ไปตั้งแต่ยังไม่มีคนมาจนกระทั่งมีคนเต็มพื้นที่ คิดว่ายังไงก็ต้องเกิน 200 คนค่ะ ทั้งหมดนั้นคือ คนไทย ซึ่งเป็นภาพที่แปลกมากค่ะ จนอดถ่ายรูปเก็บไว้ไม่ได้ โดยปกติสนามบิน Dallas จะเป็นสนามบินที่ใหญ่มากๆ ที่เต็มไปด้วยผู้คนหลากหลายเชื้อชาติเดินสวนกันเต็มไปหมด มี sky link ไว้สำหรับเดินทางภายในสนามบิน และ มีหลายโซนมากๆ แต่นี่ไงคะที่บอกว่า unique ก็คือตรง gate ที่เราอยู่มีแต่คนไทยล้วนๆค่ะ นั่งทานกระเพราที่ทางสถานทูตแจก มองไปรอบๆ บรรยากาศนี่นึกว่าอยู่ไทยแล้วเลยค่ะ ^^  

image015
image017
image016

บรรยากาศสนามบินตอนช่วง 7 โมงเช้าที่ Gate ไม่มีคนเลยค่ะ

1.2 นั่ง chill ที่สนามบิน Dallas จนถึงประมาณ 6 โมงเย็น (ประมาณ 8 ชม.) 

ฟังดูเหมือนนานแต่จริงก็ไม่นานเลยค่ะ นั่งแชร์ประสบการณ์ที่ผ่านมากับเพื่อนที่นั่งด้วยกัน คุยกับโฮส พ่อแม่ เพื่อน นั่งทานข้าว แป๊ปเดียวก็ถึงเวลาเช็คอิน แล้วพวกเราจึงไปเช็คอินกับไฟลท์จริงๆ ของพวกเราที่จะพาพวกเรากลับประเทศไทยกัน ซึ่งคนที่นั่งเครื่องบินลำนี้เป็นคนไทยทั้งหมด ประกอบไปด้วยนักเรียนแลกเปลี่ยนจากโครงการต่างๆ รวมถึงโครงการ YES ของพวกเราด้วยประมาณ 22 คน ส่วนหนึ่งเป็นประชาชนทั่วไป คนทำงานและนักศึกษา หลากหลายวัย รวมถึงพระภิกษุสงฆ์  

ในระหว่างที่นั่งรอทางสถานทูตได้มีบริการตรวจวัดไข้และออกใบรับรองแพทย์ให้สำหรับผู้ที่ไม่ได้นำมาด้วย รวมถึงมีการแจกถุงอาหารว่างและขนมไว้สำหรับทานในช่วงที่นั่งรอและถุงข้าวกะเพราที่เราประทับใจจนไม่ลืม เป็นสิ่งที่โหยหามากค่ะ กะเพราหมูสับไข่ดาวบ้านเรา55555 คิดถึงมาก  เราและเพื่อนอีก 2 คนตัดสินใจไปนั่งที่ค่อนข้างห่างจากกลุ่มคนที่ยืนอยู่รวมๆกันเป็นกลุ่มใหญ่ แต่พี่ๆจากสถานทูตก็มีการดูแลที่ทั่วถึงมากๆ มีการเดินมาไกลมากกกค่ะ มาถามพวกเราว่าได้ถุงข้าวหรือยัง ได้เข้ากลุ่มไลน์ใหญ่สำหรับคณะเดินทางคณะนี้หรือยังเพื่อแจ้งข่าวสารต่างๆ แล้วก็คอยกำชับจัดระบบเรื่องการเว้นระยะห่าง ไม่ให้กระจุกกันเกินไป และคอยดูแลพวกเราในทุกๆเรื่อง ประทับใจมากๆค่ะ เราเชื่อว่าพี่ๆจากสถานทูตเป็นแรงบันดาลใจที่ดีมากๆสำหรับหลายๆคนที่ได้พบเห็น ได้สัมผัสการทำงานและการดูแลอย่างใกล้ชิดแบบนี้ คิดว่าวันหนึ่งคงดีถ้ามีโอกาสได้ทำงานช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนเหมือนพี่ๆเขาบ้าง… J

image021
image023
image022

ถุงขนมว่างและข้าวกะเพราจากพี่ๆสถานทูตที่ประทับใจมากๆค่ะ ^^

image027
image028
image031

ภาพหน้าจอที่ไม่คุ้นตาเลยจริงๆค่ะ “Royal Thai Embassy” ตราครุฑ ณ สนามบิน Dallas, TX

ช่วงบ่าย 3 กว่าค่ะ ต่อแถว check in แถวยาวมากกกกก คนไทยล้วนๆค่ะ

ยังไม่จบนะคะ… ติดตามอ่านตอน 2 เร็วๆ นี้ค่ะ

[Total: 0   Average: 0/5]