ประสบการณ์นักเรียนแลกเปลี่ยนช่วงโควิด-19
ประเทศอิตาลี

tanruthai-001

สวัสดีค่ะ แทนฤทัย ชื่อเล่นคือ หนมปัง เป็นหนึ่งใน YES รุ่น 34 นะคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในแคว้น Piemonte ประเทศอิตาลีค่ะ ปีนี้ เป็นช่วงที่ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดอยู่พอดี บวกกับประเทศอิตาลีที่มียอดผู้ติดเชื่อค่อนข้างเยอะ ทำให้คนรู้จักแทบทุกคนสงสัยว่า เราไปทำไม (555) วันนี้ เราก็จะมาแบ่งปันประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในช่วงโควิด-19 และประเทศอิตาลีให้ฟังกันค่ะ

แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเท้าเหยียบบนแผ่นดินอิตาลี นั่นก็คือการกักตัว 14 วันค่ะ ใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่อยู่ได้แค่ไหนบ้างเท่านั้นเองค่ะ (ตรงนี้โฮสแอบบ่นว่า จะกักตัวทำไม ในเมื่อคนอื่นๆ ก็ออกไปทำงาน มีโอกาสติดเชื้อได้เหมือนกัน) ช่วงที่ไปถึงคือต้นเดือนกันยาจะเป็นปลายๆ ฤดูร้อนค่ะ อากาศประมาณ 22-20°c คนอิตาลีก็ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นสบายๆ ส่วนทางเราที่ยังไม่ชินก็ใส่แต่แขนยาวค่ะ (555)

ตอนกักตัวไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะแปลกที่ อะไรก็ดูน่าตื่นเต้นไปหมด ดูโน่นนี่ในบ้าน ประกอบกับเรามีโฮสที่อายุเท่ากันอยู่เป็นเพื่อนด้วยเลยไม่เหงาค่ะ (ช่วงสัปดาห์ที่ต้องกักตัว โรงเรียนยังปิดเทอมอยู่ค่ะ) แค่บางทีก็จะรู้สึกกดดันเล็กๆว่าจะไปทำเขาอึดอัดมั้ย เพราะเราก็ไม่ใช่คนคุยเก่ง ก็หาเรื่องคุยไปเรื่อย ให้เขาสอนภาษาอิตาลีบ้าง จีนบ้าง สเปนบ้าง (โฮสเรียนโรงเรียนประเภท Linguistico ค่ะ อารมณ์ศิลป์ภาษาบ้านเรา แต่ของเขาจะเรียนประมาณ 3-4 ภาษา) เราก็สอนภาษาไทยเขาบ้าง โชคดีที่ความชอบหลายๆอย่างค่อนข้างตรงกัน เลยค่อนข้างสนิทกันค่ะ

พอหมดจากกักตัว ก็ได้ไปโรงเรียนค่ะ โรงเรียนที่เราเรียน ชื่อ Lanza เป็นโรงเรียนของรัฐเครือเดียวกับ Balbo อยู่คนละเมืองกับบ้าน เลยต้องนั่งรถบัสประจำทาง ทั้งไป-กลับ โดยที่ตอนเช้ารถบัสจะมาประมาณ 6:40น. ส่วนขากลับ รถบัสเที่ยวแรกคือ ~13:10น. ครั้งละประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ ห้องเรียนที่นี่ค่อนข้างเล็ก ต่อหนึ่งห้องจะมี 14-20 คน ห้องที่เราเรียนมี 14 คนค่ะ ผู้หญิง 12 ผู้ชาย 2 ซึ่งจะน้อยกว่าห้องอื่น ๆ เพราะห้องนี้เป็นหลักสูตรเข้มข้นพิเศษ สำหรับคนที่ต้องการเรียนจบใน 4 ปี (หลักสูตรปกติคือ 5 ปี) ซึ่งทุกคนเรียนเก่งจริง ๆค่ะ ทุกครั้งที่สอบ จากคะแนนเต็ม 10 เกือบทั้งห้องจะได้ 7-10 (เกณฑ์ผ่านคือ 6 )

ด้วยความที่เป็นช่วง โควิด-19 โรงเรียนก็จะมีกฎเพิ่มขึ้นมาค่ะ คือโต๊ะของแต่ละคนจะถูกจัดให้ห่างกัน ห้ามยืมของกัน ห้ามเดินไปหากัน ไม่มีของขาย ห้ามออกนอกห้องเรียน (นอกจากจะเข้าห้องน้ำ) เข้าห้องน้ำได้ทีละ 2 คน ฯลฯ ซึ่งสำหรับเรา ก็รู้สึกว่ามันปกติมาก แต่สำหรับคนอิตาเลียน ที่ธรรมชาติของเขาคือการเข้าสังคม อยู่ด้วยกัน ก็เหมือนจะขาดใจตายเลยค่ะ 555 ดังนั้น พอเลิกเรียนเมื่อไหร่ก็ตะตัวติดกัน มากกกกกกก

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
เพื่อนในห้องตอนคาบพละ
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
สวนสาธารณะใกล้โรงเรียน

อีกอย่างที่ได้เห็น คือคนอิตาเลียนเป็นคน active และติดเพื่อน มาก มีจัดปาร์ตี้เกือบทุกเย็นวันเสาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะลากยาวถึง เที่ยงคืน ตีหนึ่ง เป็นเรื่องปกติค่ะ จำนวนคนก็ประมาณ 15-20 คน (พวกงานวันเกิด) นอกจากนี้ก็จะมีนัดกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไป hangout ตอนกลางคืนทุกเสาร์ ดึกพอกันค่ะ ซึ่งถ้าถามว่าเขาใส่แมสกันไหม ก็ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ (แหะ) ว่าระวังตัวมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่าเราระวังตัวให้มากที่สุดจะดีกว่าค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
เตรียมตัวไปงานปาร์ตี้
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ผับที่ไป Hangout บ่อยๆ

พอปลายเดือนตุลา สถานการณ์โควิดเริ่มแย่ลง รัฐบาลได้มีการแบ่งพื้นที่เป็นสี เขียว เหลือง ส้ม แดง ตามระดับความรุนแรง เราอยู่ในพื่นที่สีแดงค่ะ ทางรัฐเลยออกมาตรการ lockdown คือห้ามรวมตัวกัน ต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ห้างทุกอย่างปิดหมด ยกเว้นร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านชุดชั้นใน ร้านทำผม (ทำไมก็ไม่รู้) ที่สามารถเปิดได้จนถึงหกโมงเย็น ถ้าหากออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น (ไปได้เฉพาะ ซื้อยา / อาหาร เยี่ยมญาติ) แล้วตำรวจเห็น จะโดนปรับ 500€ ค่ะ

สิ่งที่เราจะไม่ได้เห็นเนื่องจากโควิด นั่นก็คืองานเทศกาลต่างๆ ที่ปกติจะมีบ่อยมาก จะเป็นเทศกาลเกี่ยวกับฤดูกาลของวัตถุดิบต่างไป ตามพื้นที่ เห็ดบ้าง ฟักทองบ้าง ทรัฟเฟิลบ้าง ได้แต่นั่งดูคลิปของปีที่แล้วที่โฮสแม่เปิดให้ดูแล้วกะพรืบตาปริบๆ หนูอยากไปปปป

เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ต่อไปเราจะพูดถึงคนอิตาลี บ้านเมือง แล้วก็อาหารนะคะ

ถ้าพูดถึงอาหารอิตาลี สิ่งแรกที่นึกถึงเลยก็คงเป็นพาสตา คนอิตาเลียนกินพาสตาเป็นอาหารหลักทุกมื้อเลยค่ะ ยกเว้นอาหารเช้า ที่จะกินของหวาน พวกเค้ก คุกกี้ กับชาหรือกาแฟ ซึ่งสำหรับคนไทยอย่างเรา ที่ชินกับการกินมื้อเช้าหนักๆ บอกเลยว่า ไม่อิ่มค่ะ สักประมาณ 10 โมงก็ต้องหาอะไรรองท้อง วิธีการปรุงน่าจะแตกต่างกันไปตามบ้านและสภาพพื้นที่ อย่างเช่นเราอยู่ทางตอนเหนือ จะไม่ค่อยมีอาหารทะเลสดค่ะ มีแต่แช่แข็ง ส่วนมากบ้านเราจะเน้นใช้น้ำมันมะกอกกับทุกอย่างเลยค่ะ เช่น กินพาสตาคลุกน้ำมันมะกอกกับพาร์เมซาน แต่จะเลี่ยงการใช้เนยมาก ๆ ผู้ใหญ่บางคนมีความเชื่อว่า น้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพมากกว่าเนยค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
พาสตา Orecchiette กินกับพาร์เมซาน
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ซีสชนิดต่างๆ ที่หาซื้อได้ตามซุปเปอร์ฯ

ถัดมาก็จะเป็นขนมปัง ขนมปังที่นี่มีหลายแบบมาก ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อแบบที่ทำเสร็จใหม่ไปจาก Paneteria (ร้านขายขนมปัง) กินเป็นของเรียกน้ำย่อยก่อนเริ่มมื้ออาหารค่ะ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ ชีส มีมากมายหลายแบบให้เลือก ชื่อชนิดก็เยอะจนจำกันไม่ไหวเลยค่ะ ขอยกตัวอย่างเป็นชนิดที่ชอบแล้วกันนะคะ ก็จะมี มอสซาเรลล่า เป็นชีสสดก้อนสีขาว นิยมกินกับสลัด มะเขือเทศ หรือกินเดี๋ยวๆ pizzicotti ชีสสีขาวก้อนไม่ใหญ่มาก เนื้อแน่นและรวเข้มข้นกว่ามอสซาเรลล่าเล็กน้อยค่ะ แล้วก็จะมีชีวฝรั่งเศษอย่างเช่น brie กับ คาร์มองแบร์ ที่มีรสเข้มขึ้นมาหน่อย เป็นชนิดที่กินได้ทั้งเปลือก นิยมกินกับขนมปัง มะกอก แต่ชนิดที่กินบ่อยคือ Parmigiano (พาร์เมซาน) บ้านนี้ขูดใส่ทุกอย่างเลยค่ะ

ในส่วนของผัก ผลไม้ ของบ้านเราไม่ค่อยเสียเงินซื้อผลไม่ค่ะ เพราะโฮสพ่อมีที่ดินสำหรับปลูกแอปเปิ้ล แพร์ ลูกพีช วอลนัท เกาลัด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เอามากินในบ้าน ที่ต้องซื้อก็จะเป็นพวกสัปปะรด (จากแอฟริกา) ส้มจากซิซิลี ในเวลาที่อยากกิน ประมาณนี้ค่ะ

ขอเสริมเรื่องของที่ดินทำสวนนิดนึงนะคะ พอดีว่าบ้านที่เราได้อยู่ เขาอาศัยอยู่ในแถบที่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง เป็นที่ของคนสมัยก่อนค่ะ แต่ละตระกูลก็จะมีที่เป็นของตัวเอง แล้วแต่จะจัดสรรว่าใครเอาส่วนไหนไปทำอะไร เช่น ลูกพี่ลูกน้องของโฮสพ่อ จะมีที่สำหรับปลูกองุ่นไปทำไวน์ ญาติที่อยู่บ้านเยื้องกันก็มีเลี้ยงผึ้งเอาน้ำผึ้ง หรือญาติที่ทำอาชีพหาทรัฟเฟิลก็มีค่ะ

ของโฮสพ่อ จะมีที่สำหรับปลูกองุ่นไปทำไวน์ ญาติที่อยู่บ้านเยื้องกันก็มีเลี้ยงผึ้งเอาน้ำผึ้ง หรือญาติที่ทำอาชีพหาทรัฟเฟิลก็มีค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
มะเขือเทศจากสวนของโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.

สำหรับบ้านที่เราอยู่ จะไม่ซีเรียสเรื่องลำดับการกินมาก ว่าต้องกินอะไรก่อนหลัง แล้วแต่ที่อยากกินเลยค่ะ แต่จะแยกประเภทอาหารเป็นอย่างไร จากการที่อยู่มาเกือบสามเดือน รู้สึกว่าอาหารหนักไปทางแป้งค่อนข้างมาก น้ำหนักขึ้นเอาๆ เลยค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีอาหารที่จะนิยมกินตอนงานสำคัญๆเช่น fritto missto เป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับฉลองวันเกิด (Typical ของแคว้น Piemonte) มันคือทุกอย่างเอาไปชุบแป้งทอด มีทั้งของคาวของหวาน ถ้าแบบ original ก็จะมี สมองวัว ตับวัว ไส้กรอก ไก่ เนื้อ แอปเปิ้ล แครอทอาติโชค เครื่องในวัว แกะ เซโมลินา ซูกินี ไข่เยี่ยวม้า (เซโมลินาอร่อยมากค่ะ) แต่ว่าเปลี่ยนได้ตามความชอบของ เจ้าของวันเกิด อย่างเช่นที่เคยกินเป็นของ น้องสาวของโฮสพ่อ ก็จะมีแค่ เนื้อ ไก่ แครอท เซโมลินา ไส้กรอก แอปเปิ้ล

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
Fritto Missto เป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับฉลองวันเกิด
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ทิวทัศน์เมือง Chivasso

ในส่วนของบ้านเมืองที่อิตาลี พูดได้คำเดียวว่า สวยมากก ค่ะ มองไปทางไหนก็สวยไปหมด เหมือนเดินในพินเทอเรสเลยค่ะ อีกอย่างที่อิจฉาคือ เด็กอายุ15-16 เดินบนถนนดึกๆได้โดยที่ไม่ต้องกลัวอันตราย บางส่วนทีสกปรกก็มีอยู่บ้าง แต่น้อยค่ะ รู้สึกหลงรักอิตาลีมากขึ้นก็ตรงนี้เลย

สำหรับเนื้อหาการเรียน (ขอพูดถึงวิชาที่ฟังรู้เรื่อง ได้แก่ คณิต อังกฤษ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วกันนะคะ) อันนี้ ชั้นปีที่เราเรียนคือ 3°C เทียบได้กับ ม.5 ไทยค่ะ วิทย์กับคณิต เนื้อหา ง่าย-มาก!!! แบบว่าง่ายที่สุด คณิตเรียนสมการกำลังสองสมบูรณ์ กับ เรขาคณิตวิเคราะห์ (แค่พวก ระยะห่างระหว่างจุด จุดกึ่งกลางของเส้นตรง) กราฟเส้นตรง ส่วนวิทยาศาตร์ ก็จะเรียนเกี่ยวกับ เลขอาโวกาโดร ความเข้มข้น ตารางธาตุ ซึ่งทวีความง่ายเข้าไปอีก โดยการที่ ตอนสอบ สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคิดเลขและตารางธาตุ (ย้อนกลับไปที่เด็กไทย ต้องจำทุกอย่างเข้าไปในหัว = =) เราเคยได้สอบพร้อมกับนักเรียนคนอื่น ๆ อยู่ครั้งนึงค่ะ เป็นการสอบที่เราตกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ครูคณิตศาสตร์ไม่เคยพูดกับเราเลยค่ะ สอนเป็นภาษาอิตาเลียนตลอด ทั้งเราและเพื่อนก็เลยคิดว่า เราคงไม่ต้องสอบ แต่ปรากฎว่า วันสอบครูเอาข้อสอบมาวางตรงหน้าเราเฉยเลยค่ะ แถมเป็นภาษาอิตาเลียน พอเรามองไปที่คนอื่น ๆ ที่หยิบเครื่องคิดเลขกันขึ้นมา ก็คิดในใจว่า ซวยละ ติวก็ไม่ได้ตัวมา แถมเป็นภาษาที่อ่านไม่ออกอีก จะรอดมั้ย แต่ข้อสอบค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นข้อเขียนหมดเลย มีทั้งหมดสี่ข้อ อาศัยบุญเก่าที่เคยเรียนมาปีที่แล้ว กับภาษาอิตาเลียนที่เคยเรียนจากโฮสก็พอทำได้ค่ะ สรุปครั้งนั้นเราได้คะแนน 9/10

แต่ว่าส่วนของภาษา บอกเลยว่าไม่ง่ายค่ะ เช่นภาษาอังกฤษ จะเรียนเป็นประมาณ English ‘s letterature ครูจะพูดคร่าวๆเป็นเรื่องๆ แล้วให้นักเรียนไปจำเอาเอง สำหรับการสอบ oral test ค่ะ ซึ่งการสอบนี้เนี่ย ครูแกเก็บทุกเม็ดเลยค่ะ ชนิดที่ว่า คะแนนโดนตัดง่ายมาก เช่น ถ้าบอกเลข ค.ศ. ผิด 1 ที่ โดนตัดหนึ่งคะแนน บอกชื่อประเทศในอาณานิคมไม่ครบก็โดนตัดตามจำนวน และครูจะไม่บอกด้วยว่าคาบไหนจะสอบ ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาค่ะ เราเคยได้สอบอยู่ครั้งนึง เรื่อง Queen Elizabeth The First รอดมาได้ด้วย 8/10

อีกอย่างคือทางโรงเรียนที่เราได้เรียน เขาได้จัดคลาสสอนภาษาอิตาเลียนสำหรับ นักเรียนแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะไว้ให้ด้วย ซึ่งค่อนข้างดีเลยค่ะ

มาเรื่องคนอิตาลีกันบ้างค่ะ คนอิตาเลียน เท่าที่สัมผัสมารู้สึกว่าเป็น extrovert แบบสุดๆ จนงงว่าในประเทศนี้มีคน introvertบ้างมั้ย ติดสังคม ติดเพื่อน ติดงานสังสรรค์ ส่วนวิธีการพูด รู้สึกว่าเสียงดังกว่าคนไทย พูดทีนึงได้ยินไปสามบ้านคือเรื่องจริงค่ะ

สำหรับโฮส เรารู้สึกโชคดีมากที่เขาเลือกเรา เพราะว่าเขาเทคแคร์เราดีมากๆ ช่วงแรกๆที่เหมือนจะ homesick แต่ก็ไม่เลย เพราะมีพวกเขา ที่ปฏิบัติเหมือนเราเป็นหนึ่งในครอบครัวจริงๆ มีทัศนคติที่ตรงกันหลายๆอย่าง เช่น กินข้าวเป็นสำรับเหมือนกัน แล้วก็จะชอบนั่งคุยกันหลังอาหาร บางวันก็ดูทีวี ดูหนัง เล่นไพ่ไม่ก็ถกกันเรื่องประเด็นต่างๆ ล่าสุดดูหนังแล้วก็คุยกันเรื่องกลไกความคิดของมนุษย์ สนุกมากค่ะ

ฟังด้านดีๆกันไปเยอะแล้ว เราขอแลกเปลี่ยนเรื่องที่ไม่ดีที่เราได้เจอบ้างนะคะ

อย่างแรกเลยคือ คนอิตาเลียนเฟรนลี่ก็จริงแต่ค่อนข้างจะยึดติดกับความคิดตัวเองค่ะ ฉันทำแบบนี้ ชอบแบบนี้ แปลว่าทำได้แต่แบบนี้คือเรื่องจริงค่ะ ยกตัวอย่างวันฮาโลวีนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ lockdown อยู่ ไปโรงเรียนไม่ได้ ก็มีเพื่อนที่จะจัดปาร์ตี้ฮาโลวีนค่ะ แล้วเพื่อนเราก็อยากไป พอขออนุญาติจากโฮสพ่อๆก็หงุดหงิดนิดหน่อย เพราะไม่อยากให้ลูกไปเสี่ยง คือยอดผู้ติดเชื้อมันเยอะมากจริงๆค่ะ (เพิ่มขึ้น หลักหมื่นทุกวัน) แล้วในปาร์ตี้ก็ไม่มีใครใส่แมสกัน แต่เพื่อนเรา(ที่เป็นลูก) ก็บอกว่าอยากเจอเพื่อน ไม่ได้เจอนานแล้ว ตอนแรกนี่ก็คิดว่าโฮสพ่อคงไม่ให้หรอก มันโควิดนะ แล้วโฮสพ่อก็ให้ไปค่ะ… ทางนี้ได้แต่นั่งงง รอหน่อยก็ได้ม้าง ช้าก่อนเธอจ๋า (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้จัดค่ะ เพราะมี classmate ของ หนึ่งในสมาชิกปาร์ตี้ติดโควิด)

ดอกที่สองสำหรับประเด็นโควิด คือโฮสแม่กับเพื่อนนี่แหละค่ะ เค้าบอกว่าไม่เข้าใจว่าจะไม่ให้ไปโรงเรียนทำไม ในเมื่อผู้ปกครองก็ไปทำงานนอกบ้านแล้วกลับเข้าบ้านเหมือนกัน ทางนี้นั่งเงียบ… (เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไงคะ แง) แอบคิดว่า ฉันจะรอดพ้นจากโควิดมั้ยเนี่ย… เอาเป็นว่า เราก็ต้องเซฟตัวเองที่สุดค่ะ! เราอาจจะบังคับคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น

อย่างที่สองที่ค่อนข้างหงุดหงิดคือคนอิตาเลียน เฉื่อย มากกกกกกก ขนาดเราที่รู้สึกว่าเฉื่อยแล้ว เจออิตาเลียนคือแพ้ราบคาบค่ะ ไม่ถามไม่บอก ไม่ตามไม่ทำ เช่น โน๊ตบุ๊คเราเสียตอนต้นเดือนกันยาที่มาถึงเลย ก็ส่งซ่อมกับร้านซ่อมคอม ต้องโทรไปเช็คเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ (กลางพ.ย) ยังไม่เสร็จ แถมยังไม่รู้ราคาเลยค่ะว่าเท่าไหร่ (ฟังคำว่าเสร็จภายในอาทิตย์หน้ามาสามรอบแล้ว= =) ซึ่งอาการที่เสีย ถ้าส่งซ่อมที่ไทย นานสุดประมาณอาทิตย์ แต่ในอิตาลีก็… ตามที่เห็นค่ะ… (โฮสแอบบอกว่าคนที่นี่ไม่นิยมซ่อมคอม ถ้าเสียนิดนึงก็ซื้อใหม่เลยค่ะ…)

ตอนแรกที่มีความคิดแบบนี้ก็ค่อนข้างนอยด์ ว่าตัวเองไม่ดีเองรึเปล่า รู้สึกผิดที่มีความคิดแบบนี้ แต่ก็คิดได้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่จะต้องมีส่วนที่เข้ากันไม่ได้บ้าง ก็ปรับๆกันไป หาข้อดีในสิ่งที่เรามี แล้วก็เรียนรู้จากมัน เพราะทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา มักให้บทเรียนกับเราเสมอ จากการที่อยู่มาสามเดือน ก็รู้สึกได้ว่าประสบการณ์นี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากจริงไปค่ะ และเชื่อว่า อีกเจ็ดเดือนที่เหลือ ก็จะมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเช่นกัน

ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยค่ะ

ประสบการณ์นักเรียนแลกเปลี่ยนช่วงโควิด-19
ประเทศอิตาลี

tanruthai-001

สวัสดีค่ะ แทนฤทัย ชื่อเล่นคือ หนมปัง เป็นหนึ่งใน YES รุ่น 34 นะคะ ตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงของการเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในแคว้น Piemonte ประเทศอิตาลีค่ะ ปีนี้ เป็นช่วงที่ไวรัสโควิด-19 กำลังระบาดอยู่พอดี บวกกับประเทศอิตาลีที่มียอดผู้ติดเชื่อค่อนข้างเยอะ ทำให้คนรู้จักแทบทุกคนสงสัยว่า เราไปทำไม (555) วันนี้ เราก็จะมาแบ่งปันประสบการณ์การเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนในช่วงโควิด-19 และประเทศอิตาลีให้ฟังกันค่ะ

แน่นอนว่าสิ่งแรกที่ต้องทำหลังจากเท้าเหยียบบนแผ่นดินอิตาลี นั่นก็คือการกักตัว 14 วันค่ะ ใช้ชีวิตตามปกติ เพียงแต่อยู่ได้แค่ไหนบ้างเท่านั้นเองค่ะ (ตรงนี้โฮสแอบบ่นว่า จะกักตัวทำไม ในเมื่อคนอื่นๆ ก็ออกไปทำงาน มีโอกาสติดเชื้อได้เหมือนกัน) ช่วงที่ไปถึงคือต้นเดือนกันยาจะเป็นปลายๆ ฤดูร้อนค่ะ อากาศประมาณ 22-20°c คนอิตาลีก็ใส่เสื้อยืด กางเกงขาสั้นสบายๆ ส่วนทางเราที่ยังไม่ชินก็ใส่แต่แขนยาวค่ะ (555)

ตอนกักตัวไม่น่าเบื่อสักเท่าไหร่ คงเป็นเพราะแปลกที่ อะไรก็ดูน่าตื่นเต้นไปหมด ดูโน่นนี่ในบ้าน ประกอบกับเรามีโฮสที่อายุเท่ากันอยู่เป็นเพื่อนด้วยเลยไม่เหงาค่ะ (ช่วงสัปดาห์ที่ต้องกักตัว โรงเรียนยังปิดเทอมอยู่ค่ะ) แค่บางทีก็จะรู้สึกกดดันเล็กๆว่าจะไปทำเขาอึดอัดมั้ย เพราะเราก็ไม่ใช่คนคุยเก่ง ก็หาเรื่องคุยไปเรื่อย ให้เขาสอนภาษาอิตาลีบ้าง จีนบ้าง สเปนบ้าง (โฮสเรียนโรงเรียนประเภท Linguistico ค่ะ อารมณ์ศิลป์ภาษาบ้านเรา แต่ของเขาจะเรียนประมาณ 3-4 ภาษา) เราก็สอนภาษาไทยเขาบ้าง โชคดีที่ความชอบหลายๆอย่างค่อนข้างตรงกัน เลยค่อนข้างสนิทกันค่ะ

พอหมดจากกักตัว ก็ได้ไปโรงเรียนค่ะ โรงเรียนที่เราเรียน ชื่อ Lanza เป็นโรงเรียนของรัฐเครือเดียวกับ Balbo อยู่คนละเมืองกับบ้าน เลยต้องนั่งรถบัสประจำทาง ทั้งไป-กลับ โดยที่ตอนเช้ารถบัสจะมาประมาณ 6:40น. ส่วนขากลับ รถบัสเที่ยวแรกคือ ~13:10น. ครั้งละประมาณชั่วโมงครึ่งค่ะ ห้องเรียนที่นี่ค่อนข้างเล็ก ต่อหนึ่งห้องจะมี 14-20 คน ห้องที่เราเรียนมี 14 คนค่ะ ผู้หญิง 12 ผู้ชาย 2 ซึ่งจะน้อยกว่าห้องอื่น ๆ เพราะห้องนี้เป็นหลักสูตรเข้มข้นพิเศษ สำหรับคนที่ต้องการเรียนจบใน 4 ปี (หลักสูตรปกติคือ 5 ปี) ซึ่งทุกคนเรียนเก่งจริง ๆค่ะ ทุกครั้งที่สอบ จากคะแนนเต็ม 10 เกือบทั้งห้องจะได้ 7-10 (เกณฑ์ผ่านคือ 6 )

ด้วยความที่เป็นช่วง โควิด-19 โรงเรียนก็จะมีกฎเพิ่มขึ้นมาค่ะ คือโต๊ะของแต่ละคนจะถูกจัดให้ห่างกัน ห้ามยืมของกัน ห้ามเดินไปหากัน ไม่มีของขาย ห้ามออกนอกห้องเรียน (นอกจากจะเข้าห้องน้ำ) เข้าห้องน้ำได้ทีละ 2 คน ฯลฯ ซึ่งสำหรับเรา ก็รู้สึกว่ามันปกติมาก แต่สำหรับคนอิตาเลียน ที่ธรรมชาติของเขาคือการเข้าสังคม อยู่ด้วยกัน ก็เหมือนจะขาดใจตายเลยค่ะ 555 ดังนั้น พอเลิกเรียนเมื่อไหร่ก็ตะตัวติดกัน มากกกกกกก

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
เพื่อนในห้องตอนคาบพละ
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
สวนสาธารณะใกล้โรงเรียน

อีกอย่างที่ได้เห็น คือคนอิตาเลียนเป็นคน active และติดเพื่อน มาก มีจัดปาร์ตี้เกือบทุกเย็นวันเสาร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะลากยาวถึง เที่ยงคืน ตีหนึ่ง เป็นเรื่องปกติค่ะ จำนวนคนก็ประมาณ 15-20 คน (พวกงานวันเกิด) นอกจากนี้ก็จะมีนัดกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ไป hangout ตอนกลางคืนทุกเสาร์ ดึกพอกันค่ะ ซึ่งถ้าถามว่าเขาใส่แมสกันไหม ก็ ขึ้นอยู่กับแต่ละคนค่ะ (แหะ) ว่าระวังตัวมากน้อยแค่ไหน เอาเป็นว่าเราระวังตัวให้มากที่สุดจะดีกว่าค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
เตรียมตัวไปงานปาร์ตี้
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ผับที่ไป Hangout บ่อยๆ

พอปลายเดือนตุลา สถานการณ์โควิดเริ่มแย่ลง รัฐบาลได้มีการแบ่งพื้นที่เป็นสี เขียว เหลือง ส้ม แดง ตามระดับความรุนแรง เราอยู่ในพื่นที่สีแดงค่ะ ทางรัฐเลยออกมาตรการ lockdown คือห้ามรวมตัวกัน ต้องเรียนออนไลน์อยู่ที่บ้าน ห้างทุกอย่างปิดหมด ยกเว้นร้านขายยา ร้านอาหาร ร้านชุดชั้นใน ร้านทำผม (ทำไมก็ไม่รู้) ที่สามารถเปิดได้จนถึงหกโมงเย็น ถ้าหากออกจากบ้านโดยไม่มีเหตุจำเป็น (ไปได้เฉพาะ ซื้อยา / อาหาร เยี่ยมญาติ) แล้วตำรวจเห็น จะโดนปรับ 500€ ค่ะ

สิ่งที่เราจะไม่ได้เห็นเนื่องจากโควิด นั่นก็คืองานเทศกาลต่างๆ ที่ปกติจะมีบ่อยมาก จะเป็นเทศกาลเกี่ยวกับฤดูกาลของวัตถุดิบต่างไป ตามพื้นที่ เห็ดบ้าง ฟักทองบ้าง ทรัฟเฟิลบ้าง ได้แต่นั่งดูคลิปของปีที่แล้วที่โฮสแม่เปิดให้ดูแล้วกะพรืบตาปริบๆ หนูอยากไปปปป

เกี่ยวกับสถานการณ์โควิด-19 ก็จะมีประมาณนี้ค่ะ ต่อไปเราจะพูดถึงคนอิตาลี บ้านเมือง แล้วก็อาหารนะคะ

ถ้าพูดถึงอาหารอิตาลี สิ่งแรกที่นึกถึงเลยก็คงเป็นพาสตา คนอิตาเลียนกินพาสตาเป็นอาหารหลักทุกมื้อเลยค่ะ ยกเว้นอาหารเช้า ที่จะกินของหวาน พวกเค้ก คุกกี้ กับชาหรือกาแฟ ซึ่งสำหรับคนไทยอย่างเรา ที่ชินกับการกินมื้อเช้าหนักๆ บอกเลยว่า ไม่อิ่มค่ะ สักประมาณ 10 โมงก็ต้องหาอะไรรองท้อง วิธีการปรุงน่าจะแตกต่างกันไปตามบ้านและสภาพพื้นที่ อย่างเช่นเราอยู่ทางตอนเหนือ จะไม่ค่อยมีอาหารทะเลสดค่ะ มีแต่แช่แข็ง ส่วนมากบ้านเราจะเน้นใช้น้ำมันมะกอกกับทุกอย่างเลยค่ะ เช่น กินพาสตาคลุกน้ำมันมะกอกกับพาร์เมซาน แต่จะเลี่ยงการใช้เนยมาก ๆ ผู้ใหญ่บางคนมีความเชื่อว่า น้ำมันมะกอกดีต่อสุขภาพมากกว่าเนยค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
พาสตา Orecchiette กินกับพาร์เมซาน
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ซีสชนิดต่างๆ ที่หาซื้อได้ตามซุปเปอร์ฯ

ถัดมาก็จะเป็นขนมปัง ขนมปังที่นี่มีหลายแบบมาก ส่วนใหญ่จะนิยมซื้อแบบที่ทำเสร็จใหม่ไปจาก Paneteria (ร้านขายขนมปัง) กินเป็นของเรียกน้ำย่อยก่อนเริ่มมื้ออาหารค่ะ อีกอย่างที่ขาดไม่ได้คือ ชีส มีมากมายหลายแบบให้เลือก ชื่อชนิดก็เยอะจนจำกันไม่ไหวเลยค่ะ ขอยกตัวอย่างเป็นชนิดที่ชอบแล้วกันนะคะ ก็จะมี มอสซาเรลล่า เป็นชีสสดก้อนสีขาว นิยมกินกับสลัด มะเขือเทศ หรือกินเดี๋ยวๆ pizzicotti ชีสสีขาวก้อนไม่ใหญ่มาก เนื้อแน่นและรวเข้มข้นกว่ามอสซาเรลล่าเล็กน้อยค่ะ แล้วก็จะมีชีวฝรั่งเศษอย่างเช่น brie กับ คาร์มองแบร์ ที่มีรสเข้มขึ้นมาหน่อย เป็นชนิดที่กินได้ทั้งเปลือก นิยมกินกับขนมปัง มะกอก แต่ชนิดที่กินบ่อยคือ Parmigiano (พาร์เมซาน) บ้านนี้ขูดใส่ทุกอย่างเลยค่ะ

ในส่วนของผัก ผลไม้ ของบ้านเราไม่ค่อยเสียเงินซื้อผลไม่ค่ะ เพราะโฮสพ่อมีที่ดินสำหรับปลูกแอปเปิ้ล แพร์ ลูกพีช วอลนัท เกาลัด พอถึงฤดูเก็บเกี่ยวก็เอามากินในบ้าน ที่ต้องซื้อก็จะเป็นพวกสัปปะรด (จากแอฟริกา) ส้มจากซิซิลี ในเวลาที่อยากกิน ประมาณนี้ค่ะ

ขอเสริมเรื่องของที่ดินทำสวนนิดนึงนะคะ พอดีว่าบ้านที่เราได้อยู่ เขาอาศัยอยู่ในแถบที่ค่อนข้างไกลจากตัวเมือง เป็นที่ของคนสมัยก่อนค่ะ แต่ละตระกูลก็จะมีที่เป็นของตัวเอง แล้วแต่จะจัดสรรว่าใครเอาส่วนไหนไปทำอะไร เช่น ลูกพี่ลูกน้องของโฮสพ่อ จะมีที่สำหรับปลูกองุ่นไปทำไวน์ ญาติที่อยู่บ้านเยื้องกันก็มีเลี้ยงผึ้งเอาน้ำผึ้ง หรือญาติที่ทำอาชีพหาทรัฟเฟิลก็มีค่ะ

ของโฮสพ่อ จะมีที่สำหรับปลูกองุ่นไปทำไวน์ ญาติที่อยู่บ้านเยื้องกันก็มีเลี้ยงผึ้งเอาน้ำผึ้ง หรือญาติที่ทำอาชีพหาทรัฟเฟิลก็มีค่ะ

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
มะเขือเทศจากสวนของโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
องุ่นจากไร่ของญาติโฮส.

สำหรับบ้านที่เราอยู่ จะไม่ซีเรียสเรื่องลำดับการกินมาก ว่าต้องกินอะไรก่อนหลัง แล้วแต่ที่อยากกินเลยค่ะ แต่จะแยกประเภทอาหารเป็นอย่างไร จากการที่อยู่มาเกือบสามเดือน รู้สึกว่าอาหารหนักไปทางแป้งค่อนข้างมาก น้ำหนักขึ้นเอาๆ เลยค่ะ

นอกจากนี้ก็จะมีอาหารที่จะนิยมกินตอนงานสำคัญๆเช่น fritto missto เป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับฉลองวันเกิด (Typical ของแคว้น Piemonte) มันคือทุกอย่างเอาไปชุบแป้งทอด มีทั้งของคาวของหวาน ถ้าแบบ original ก็จะมี สมองวัว ตับวัว ไส้กรอก ไก่ เนื้อ แอปเปิ้ล แครอทอาติโชค เครื่องในวัว แกะ เซโมลินา ซูกินี ไข่เยี่ยวม้า (เซโมลินาอร่อยมากค่ะ) แต่ว่าเปลี่ยนได้ตามความชอบของ เจ้าของวันเกิด อย่างเช่นที่เคยกินเป็นของ น้องสาวของโฮสพ่อ ก็จะมีแค่ เนื้อ ไก่ แครอท เซโมลินา ไส้กรอก แอปเปิ้ล

ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
Fritto Missto เป็นอาหารมื้อพิเศษสำหรับฉลองวันเกิด
ทุนแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรม
ทิวทัศน์เมือง Chivasso

ในส่วนของบ้านเมืองที่อิตาลี พูดได้คำเดียวว่า สวยมากก ค่ะ มองไปทางไหนก็สวยไปหมด เหมือนเดินในพินเทอเรสเลยค่ะ อีกอย่างที่อิจฉาคือ เด็กอายุ15-16 เดินบนถนนดึกๆได้โดยที่ไม่ต้องกลัวอันตราย บางส่วนทีสกปรกก็มีอยู่บ้าง แต่น้อยค่ะ รู้สึกหลงรักอิตาลีมากขึ้นก็ตรงนี้เลย

สำหรับเนื้อหาการเรียน (ขอพูดถึงวิชาที่ฟังรู้เรื่อง ได้แก่ คณิต อังกฤษ วิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ แล้วกันนะคะ) อันนี้ ชั้นปีที่เราเรียนคือ 3°C เทียบได้กับ ม.5 ไทยค่ะ วิทย์กับคณิต เนื้อหา ง่าย-มาก!!! แบบว่าง่ายที่สุด คณิตเรียนสมการกำลังสองสมบูรณ์ กับ เรขาคณิตวิเคราะห์ (แค่พวก ระยะห่างระหว่างจุด จุดกึ่งกลางของเส้นตรง) กราฟเส้นตรง ส่วนวิทยาศาตร์ ก็จะเรียนเกี่ยวกับ เลขอาโวกาโดร ความเข้มข้น ตารางธาตุ ซึ่งทวีความง่ายเข้าไปอีก โดยการที่ ตอนสอบ สามารถใช้ได้ทั้งเครื่องคิดเลขและตารางธาตุ (ย้อนกลับไปที่เด็กไทย ต้องจำทุกอย่างเข้าไปในหัว = =) เราเคยได้สอบพร้อมกับนักเรียนคนอื่น ๆ อยู่ครั้งนึงค่ะ เป็นการสอบที่เราตกใจมาก เพราะก่อนหน้านี้ครูคณิตศาสตร์ไม่เคยพูดกับเราเลยค่ะ สอนเป็นภาษาอิตาเลียนตลอด ทั้งเราและเพื่อนก็เลยคิดว่า เราคงไม่ต้องสอบ แต่ปรากฎว่า วันสอบครูเอาข้อสอบมาวางตรงหน้าเราเฉยเลยค่ะ แถมเป็นภาษาอิตาเลียน พอเรามองไปที่คนอื่น ๆ ที่หยิบเครื่องคิดเลขกันขึ้นมา ก็คิดในใจว่า ซวยละ ติวก็ไม่ได้ตัวมา แถมเป็นภาษาที่อ่านไม่ออกอีก จะรอดมั้ย แต่ข้อสอบค่อนข้างง่ายค่ะ เป็นข้อเขียนหมดเลย มีทั้งหมดสี่ข้อ อาศัยบุญเก่าที่เคยเรียนมาปีที่แล้ว กับภาษาอิตาเลียนที่เคยเรียนจากโฮสก็พอทำได้ค่ะ สรุปครั้งนั้นเราได้คะแนน 9/10

แต่ว่าส่วนของภาษา บอกเลยว่าไม่ง่ายค่ะ เช่นภาษาอังกฤษ จะเรียนเป็นประมาณ English ‘s letterature ครูจะพูดคร่าวๆเป็นเรื่องๆ แล้วให้นักเรียนไปจำเอาเอง สำหรับการสอบ oral test ค่ะ ซึ่งการสอบนี้เนี่ย ครูแกเก็บทุกเม็ดเลยค่ะ ชนิดที่ว่า คะแนนโดนตัดง่ายมาก เช่น ถ้าบอกเลข ค.ศ. ผิด 1 ที่ โดนตัดหนึ่งคะแนน บอกชื่อประเทศในอาณานิคมไม่ครบก็โดนตัดตามจำนวน และครูจะไม่บอกด้วยว่าคาบไหนจะสอบ ต้องเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลาค่ะ เราเคยได้สอบอยู่ครั้งนึง เรื่อง Queen Elizabeth The First รอดมาได้ด้วย 8/10

อีกอย่างคือทางโรงเรียนที่เราได้เรียน เขาได้จัดคลาสสอนภาษาอิตาเลียนสำหรับ นักเรียนแลกเปลี่ยนโดยเฉพาะไว้ให้ด้วย ซึ่งค่อนข้างดีเลยค่ะ

มาเรื่องคนอิตาลีกันบ้างค่ะ คนอิตาเลียน เท่าที่สัมผัสมารู้สึกว่าเป็น extrovert แบบสุดๆ จนงงว่าในประเทศนี้มีคน introvertบ้างมั้ย ติดสังคม ติดเพื่อน ติดงานสังสรรค์ ส่วนวิธีการพูด รู้สึกว่าเสียงดังกว่าคนไทย พูดทีนึงได้ยินไปสามบ้านคือเรื่องจริงค่ะ

สำหรับโฮส เรารู้สึกโชคดีมากที่เขาเลือกเรา เพราะว่าเขาเทคแคร์เราดีมากๆ ช่วงแรกๆที่เหมือนจะ homesick แต่ก็ไม่เลย เพราะมีพวกเขา ที่ปฏิบัติเหมือนเราเป็นหนึ่งในครอบครัวจริงๆ มีทัศนคติที่ตรงกันหลายๆอย่าง เช่น กินข้าวเป็นสำรับเหมือนกัน แล้วก็จะชอบนั่งคุยกันหลังอาหาร บางวันก็ดูทีวี ดูหนัง เล่นไพ่ไม่ก็ถกกันเรื่องประเด็นต่างๆ ล่าสุดดูหนังแล้วก็คุยกันเรื่องกลไกความคิดของมนุษย์ สนุกมากค่ะ

ฟังด้านดีๆกันไปเยอะแล้ว เราขอแลกเปลี่ยนเรื่องที่ไม่ดีที่เราได้เจอบ้างนะคะ

อย่างแรกเลยคือ คนอิตาเลียนเฟรนลี่ก็จริงแต่ค่อนข้างจะยึดติดกับความคิดตัวเองค่ะ ฉันทำแบบนี้ ชอบแบบนี้ แปลว่าทำได้แต่แบบนี้คือเรื่องจริงค่ะ ยกตัวอย่างวันฮาโลวีนที่ผ่านมา เป็นช่วงที่ lockdown อยู่ ไปโรงเรียนไม่ได้ ก็มีเพื่อนที่จะจัดปาร์ตี้ฮาโลวีนค่ะ แล้วเพื่อนเราก็อยากไป พอขออนุญาติจากโฮสพ่อๆก็หงุดหงิดนิดหน่อย เพราะไม่อยากให้ลูกไปเสี่ยง คือยอดผู้ติดเชื้อมันเยอะมากจริงๆค่ะ (เพิ่มขึ้น หลักหมื่นทุกวัน) แล้วในปาร์ตี้ก็ไม่มีใครใส่แมสกัน แต่เพื่อนเรา(ที่เป็นลูก) ก็บอกว่าอยากเจอเพื่อน ไม่ได้เจอนานแล้ว ตอนแรกนี่ก็คิดว่าโฮสพ่อคงไม่ให้หรอก มันโควิดนะ แล้วโฮสพ่อก็ให้ไปค่ะ… ทางนี้ได้แต่นั่งงง รอหน่อยก็ได้ม้าง ช้าก่อนเธอจ๋า (แต่สุดท้ายก็ไม่ได้จัดค่ะ เพราะมี classmate ของ หนึ่งในสมาชิกปาร์ตี้ติดโควิด)

ดอกที่สองสำหรับประเด็นโควิด คือโฮสแม่กับเพื่อนนี่แหละค่ะ เค้าบอกว่าไม่เข้าใจว่าจะไม่ให้ไปโรงเรียนทำไม ในเมื่อผู้ปกครองก็ไปทำงานนอกบ้านแล้วกลับเข้าบ้านเหมือนกัน ทางนี้นั่งเงียบ… (เพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อไงคะ แง) แอบคิดว่า ฉันจะรอดพ้นจากโควิดมั้ยเนี่ย… เอาเป็นว่า เราก็ต้องเซฟตัวเองที่สุดค่ะ! เราอาจจะบังคับคนอื่นไม่ได้ เราก็ต้องดูแลตัวเองให้มากขึ้น

อย่างที่สองที่ค่อนข้างหงุดหงิดคือคนอิตาเลียน เฉื่อย มากกกกกกก ขนาดเราที่รู้สึกว่าเฉื่อยแล้ว เจออิตาเลียนคือแพ้ราบคาบค่ะ ไม่ถามไม่บอก ไม่ตามไม่ทำ เช่น โน๊ตบุ๊คเราเสียตอนต้นเดือนกันยาที่มาถึงเลย ก็ส่งซ่อมกับร้านซ่อมคอม ต้องโทรไปเช็คเรื่อย ๆ จนถึงตอนนี้ (กลางพ.ย) ยังไม่เสร็จ แถมยังไม่รู้ราคาเลยค่ะว่าเท่าไหร่ (ฟังคำว่าเสร็จภายในอาทิตย์หน้ามาสามรอบแล้ว= =) ซึ่งอาการที่เสีย ถ้าส่งซ่อมที่ไทย นานสุดประมาณอาทิตย์ แต่ในอิตาลีก็… ตามที่เห็นค่ะ… (โฮสแอบบอกว่าคนที่นี่ไม่นิยมซ่อมคอม ถ้าเสียนิดนึงก็ซื้อใหม่เลยค่ะ…)

ตอนแรกที่มีความคิดแบบนี้ก็ค่อนข้างนอยด์ ว่าตัวเองไม่ดีเองรึเปล่า รู้สึกผิดที่มีความคิดแบบนี้ แต่ก็คิดได้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ ที่จะต้องมีส่วนที่เข้ากันไม่ได้บ้าง ก็ปรับๆกันไป หาข้อดีในสิ่งที่เรามี แล้วก็เรียนรู้จากมัน เพราะทุกอย่างที่ผ่านเข้ามา มักให้บทเรียนกับเราเสมอ จากการที่อยู่มาสามเดือน ก็รู้สึกได้ว่าประสบการณ์นี้ เป็นสิ่งที่คุ้มค่ามากจริงไปค่ะ และเชื่อว่า อีกเจ็ดเดือนที่เหลือ ก็จะมีอะไรให้เราเรียนรู้อีกเช่นกัน

ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านมาจนถึงตรงนี้นะคะ ถ้าหากว่ามีอะไรผิดพลาดก็ขออภัยด้วยค่ะ

[Total: 0   Average: 0/5]